วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ธรรมะจากพระครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร 5 มกราคม 2554

                                                                                                                ขอขอบคุณเจ้าของภาพครับ














คำสอนครูบาอิน เกิดมาแล้วอย่าหื้อมันไปขาดทุนชีวิตของเฮา ปฏิบัติไปจะได้มีกำไรชีวิตของเฮา

              

"  เกิดมาแล้วอย่าหื้อมันไปขาดทุนชีวิตของเฮา ปฏิบัติไปจะได้มีกำไรชีวิตของเฮา ในเรื่องนี้เป็นเรื่องสมถะกรรมฐานก็ดี วิปัสสนากรรมฐานก็ดี พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนหื้อแต่พระภิกษุสามเณร เปิ้นสอนทั่วไป ตึงญาติโยมหื้อได้ปฏิบัติเหมือนกันทุกคน เปิ้นบ่ได้สอนแต่เฉพาะพระภิกษุสามเณร เปิ้นตึงสอนทั่วๆ ไป เพื่อให้พ้นจากทุกข์ พ้นจากอบายภูมิสี่ ปฏิบัติสม่ำเสมอดีแล้วเวลาเฮาจะหมดลมหายใจ เฮาก็จะได้ไปสู่สุขติ เว้นจากอบายภูมิสี่ ไม่ไปแล้ว อบายภูมิสี่นี่มันตุ๊ก(มันทุกข์) "
                                     คำสอนครูบาอิน อินโท

                หลวงปู่ครูบาอิน ท่านเป็นพระเถระที่เงียบขรึม พูดน้อย ท่านชอบอยู่สงบเงียบ ไม่ช่างเทศน์ช่างโวหาร แต่ถ้าถามเรื่องวิปัสสนากรรมฐานกับท่านแล้ว ท่านก็จะเมตตาแนะนำวิธีการปฏิบัติให้แก่พระเณรและลูกศิษย์ลูกหาทุกคน ในอดีตหลวงปู่ครูบาอิน ได้เคยเดินทางมาศึกษาวิปัสสนากรรมฐานที่วัดมหาธาตุ กรุงเทพมหานคร พร้อมๆ กับ ครูบาพรหมา พรหมจักโก (พระสุพรหมญาณเถระ วัดพระพุทธบาทตากผ้า) และพระอาจารย์ทอง สิริมงฺคโล (พระเทพสิทธาจารย์ วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร) และ พระครูบาปิยะ วัดต้นแหนหน้อย ฯ จนสำเร็จเชี่ยวชาญแล้วจึงได้กลับมาถ่ายทอดให้กับพระเณรในวัด และในละแวกใกล้เคียง ถึงแม้ว่าวัดฟ้าหลั่งและวัดทุ่งปุยจะไม่ได้เป็นสำนักสอนวิปัสสนาธุระ แต่ก็มีผู้ใผ่รู้แวะเวียนมาขอเรียน ขอคำแนะนำจากหลวงปู่ครูบาอินอยู่เนืองๆ  ประกอบกับวัฒนธรรมของล้านนา ไม่นิยมการเทศน์ประยุกต์ ในงานพิธีต่างๆ จึงเป็นการขึ้นธรรมมาสแสดงพระธรรมเทศนาตามพระคัมภีร์ใบลาน ซึ่งมีทั้งภาษาบาลี และภาษาพื้นเมือง ซึ่งส่วนมากก็เป็นคำสอนให้คนอยู่ในศีลในธรรม ห่างไกลจากบาปกรรมและอกุศล โอกาสที่จะพูดถึงเรื่องการปฏิบัติกรรมฐานมักจะเป็นของผู้ที่ศึกษาใกล้ชิดเสียเป็นส่วนใหญ่

คำสอนที่นำมาเสนอ ณ ที่นี้ คาดว่าคุณเนาว์ นรญาณผู้เขียน (และคงจะเป็นผู้ถอดเทป) คงจะได้กราบเรียนขอคำแนะนำจากท่าน จึงได้มีโอกาสรับฟังคำสอนกรรมฐานด้วยภาษาคำเมือง ที่เข้าใจและสามารถปฏิบัติตามได้ อีกทั้งยังเข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองทุกยุคทุกสมัย

จึงขออนุญาตเจ้าของบทความนำมาเผยแพร่ต่อไป

เรื่องการปฏิบัติฝึกหัดพัฒนาจิตใจ
เรื่องการปฏิบัติต่อไปนั้นคือ ปฏิบัติสมถะกรรมฐานก็ได้ ทางวิปัสสนากรรมฐานก็ได้ ความจริงแล้วมันจะต้องปฏิบัติสมถะกรรมฐานไปก่อน เพื่อจะได้ฮู้เรื่องฮู้แนวทางหื้อมันเข้าใจดี เมื่อมันฮู้แนวทางแล้ว เฮาค่อยขึ้นไปปฏิบัติทางวิปัสสนากรรมฐานต่อไป
ความจริงแล้วมันจะต้องปฏิบัติศีลห้าของเฮาหื้อมันเสมอก่อน เพราะอันนี้เมื่อพระพุทธองค์ทรงสอนไว้ว่า ทาน ศีล ภาวนา สามประการนี้ ถือเป็นกำไรชีวิตของคนเฮาที่ได้เกิดมาในชาตินี้ หื้อมีกำไรบุญกุศลคือ ทาน ศีล ภาวนา ทานก็แปลว่าหื้อตาน ศีล แปลว่ารักษาศีล ศีลห้า ศีลอุโบสถ ภาวนานี้ สามประการนี้
เมื่อเฮาปฏิบัติเสมอต้นเสมอปลายแล้วจำมีกำไรชีวิต กำไรชีวิตนั้นคือ กุศลส่วนบุญที่เฮาปฏิบัติเป็นกำไรชีวิต เมื่อเฮาปฏิบัติอย่างนี้แล้ว ไม่ว่าเฮาจะนั่งสมาธิภาวนานั้น จะนั่งได้นานหรือนั่งได้สักสิบนาที ซาวนาทีก็ดี สามสิบก็ดี ได้ด้วยขันติ ความอดทน แต่เฮาอย่างว่า อารมณ์ของเฮานี้มันไม่แนบเนียน มันฟุ้งซ่าน นั่งได้ประมาณ ๑๐ นาทีแล้วก็มาเดินจงกรม เดินจงกรมแล้วก็ไปนั่ง นั่งต่อไป คือว่าเดินจงกรมนี้ เป็นว่าเฮาเดินเอาสมาธิหื้อจิตเฮามัแล้วนั่งสมาธิตาม อันนี้จะเกิดสมาธิขึ้น หื้อมันแนบเนียน สิ่งใดก็ดีที่เอานั่งแล้ว ... จิตของเฮายังฟุ้งซ่านอยู่ อารมณ์ของเฮานี้ จิตเฮามันไปตามอารมณ์เฮา ต้องพยายามเอาสติคุมไว้ สติคุมจิตเอาไว้ มันถึงจะมาเข้า มาอยู่กับตั๋วเฮานี้ เมื่อสติเฮายังเฮาเผลอ สติก็บ่ได้เฮาเผลอไป จิตเฮาก็ฟุ้งซ่าน อันนี้ขอแนะนำศรัทธาญาติโยมทั้งหลายตามแนวทางนี้ เพื่อจิตของมันจะแนบเนียนดี

เมื่อจิตเฮาแนบเนียนแล้ว เฮาค่อยปฏิบัติทางวิปัสสนาตามครูบาอาจารย์ที่เปิ้นเคยปฏิบัติมา ...เปิ้นก็จะได้แนะได้นำวิปัสสนานั่นแหละปฏิบัติดังนี้ ดังนี้ได้บอกแนะนำเฮาก็เอามาปฏิบัติ ปฏิบัติแล้วจะเกิดจะไดก็ดี มันจะเกิดปิติสมาธิ สิ่งใดสิ่งใดก็ดี นิมิตเกิดขึ้นแล้วเฮาอย่าไปถือยึดมั่น มันเกิดขึ้นไปแล้ว ก็หื้อมันแล้วไป บ่ต้องยึดเอานิมิตนั้น ปล่อยมันไป อันนี้เรียกว่าวิปัสสนานั้นน่ะ เป็นอารมณ์สติปัฏฐานสี่ กายานุปัสนาสติปัฏฐานสี่ที่เอาอะไรเป็นอารมณ์ ก็ขอแนะนำว่า ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ นี้เรื่องผู้เพิ่งจะปฏิบัติ เมื่อเฮาจะปฏิบัติสมถะกรรมฐานนี้ เวลาจะเดินจงกรมนั้น เวลายกติ๋นนั้น เฮาก็ยกขวา พุท พุทแล้วก็โธข้างซ้าย ว่า พุท-โธ ว่าตามนี้ เปิ้นบ่ว่าพุทโธคำหนึ่ง ต้องว่าพุท แล้วก็โธ พุท-โธ พุท-โธ นี้เรียกว่าปฏิบัติสมถะกรรมฐาน

หื้อศรัทธาญาติโยมทั้งหลายตั้งอกตั้งใจปฏิบัติกันไป เพราะว่าชีวิตของคนเฮามันบ่ถึงร้อย เฮาปฏิบัติมันก็ดี เฮาปฏิบัติได้ก็ปฏิบัติไป เพราะชีวิตของเฮา กำไรชีวิตของเฮา ขอฝากไว้หื้อศรัทธาญาติโยมทั้งหลายนำไปปฏิบัติดังที่แนะนำมานี้ เกิดมาแล้วอย่าหื้อมันไปขาดทุนชีวิตของเฮา ปฏิบัติไปจะได้มีกำไรชีวิตของเฮา ในเรื่องนี้เป็นเรื่องสมถะกรรมฐานก็ดี วิปัสสนากรรมฐานก็ดี พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนหื้อแต่พระภิกษุสามเณร เปิ้นสอนทั่วไป ตึงญาติโยมหื้อได้ปฏิบัติเหมือนกันทุกคน เปิ้นบ่ได้สอนแต่เฉพาะพระภิกษุสามเณร เปิ้นตึงสอนทั่วๆ ไป เพื่อให้พ้นจากทุกข์ พ้นจากอบายภูมิสี่ ปฏิบัติสม่ำเสมอดีแล้วเวลาเฮาจะหมดลมหายใจ เฮาก็จะได้ไปสู่สุขติ เว้นจากอบายภูมิสี่ ไม่ไปแล้ว อบายภูมิสี่นี่มันตุ๊ก(มันทุกข์) มันเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกามโลกนี้ คือ โลกมนุษย์เฮานี้เวียนว่ายตายเกิดกันอยู่เสมอ นี้ก็ขอฝากฝังไว้กับศรัทธาญาติโยมให้พากันพิจารณา พิจารณาโดยตัวของเฮานี้ ปฏิสนธิเกิดในท้องแม่ บางคนตายในท้องแม่ก็มี คลอดออกมาตายก็มี ก็หื้อได้ปฏิบัติอันสมดั่งความมักความปรารถนาของเฮาทุกคน อย่ามัวไปเมาเมายินดีซึ่งโลกเลย เมื่อเฮายินดีซึ่งโลกหย่อนทางธรรม เมื่อเฮายินดีซึ่งธรรมก็หย่อนทางโลก มันก็อ่อนไป อ่อนไป หย่อนทางโลก ธรรมก็เข้มแข็งขึ้นในด้านจิตใจของเฮา อย่าไปปล่อยปละละเลยว่าชีวิตของเฮายังมีอยู่ ทำไปตามอารมณ์ของเฮา มันบ่คิดถึงว่าจะขาดทุนชีวิตของเฮา บางคนมันบ่คิดหา คิดแต่จะได้จะดี จะกินจะอยู่จะเล่นหัวไปทุกอย่าง อันนี้มันไม่ใช่ของปฏิบัติกับชีวิตของเฮา ก็ขอฝากฝังไว้กับศรัทธาญาติโยม

หื้อผู้ปฏิบัติแก้ไขในร่างกายของเฮานี่ เพราะร่างกายของเฮามันมีกิเลสหลายอย่าง ที่มีกิเลสอย่างละเอียด กิเลสอย่างหยาบก็คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง พระพุทธเจ้าว่ากิเลสหยาบที่สุด แล้วเฮาจะเอาหยังมาแก้มาไขมัน หื้อมันบรรเทาไป ก็เอาธรรมะภาคปฏิบัติของเฮานี้แหละแก้ไขให้มันเบาลงไป ก็จะได้รู้แจ้งเห็นจริงในธรรม เมื่อเฮาบ่แก้บ่อไข มันก็จะมืดมามืดไป มันมืดมาแล้วก็หื้อมันสว่างไป อย่าหื้อมันมืดมามืดไป อันนี้คือธรรมที่สอนอกสอนใจหื้อแก้หื้อไขที่ในกายของเฮา ในตัวของเฮานี้แหละ กิเลสของเฮามันจะเบาบางลงไป เมื่อมันเบาบางลงไปนี่ มันก็จะสบายอกสบายใจ มันบ่เอาชีวิตเฮาไปยุ่งอันหยังกับไผ อยู่ในศีลในธรรมไปในปัจจุบันนี้ เฮาก็ยังมีปอกินปอตานพอสู้ได้อยู่ ตอนที่ชีวิตเฮาจะหมดไปนี้ ก็ต้องคิดหน้าคิดหลังว่าที่ได้ทำบุญไปทุกวันนี้ บุญกุศลที่จะนำจิตวิญญาณเฮาไปสู่สุคติ เมื่อได้ไปสู่สุคติแล้วมันตึงสบายใจสบายขึ้น อันนี้เป็นธรรมของพระพุทธเจ้าสอนไว้ พระพุทธเจ้าสอนนี้ เปิ้นมีเงื่อนไขไว้ว่ามีมืดแล้วก็มีสว่าง เฮาอย่าไปมืดมามืดไป ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติศีลธรรมกรรมฐาน

บ้านเมืองของเฮาปัจจุบันนี้มันฮ้อน มันฮ้อน ตังลุ่มตังบนมันฮ้อน ยังใดมันเกิดมีมาหมด อันบ่ควรมีมันมี ที่บ่ควรเกิดมันก็เกิดขึ้น เพื่ออะหยัง เพื่อกิเลส เพื่อความโลภ ทุกวันนี้ที่เปิ้นลงในหนังสือพิมพ์ก็ดี ลงในทีวีก็ดีมันฮ้อน แต่ประเทศไทยเฮานี้ยังเย็นอยู่ ยังมีเย็นอยู่ ถ้าเฮาปฏิบัติธรรมมันก็จะเย็นไปตลอด ถูกตามทำนองคลองธรรมแห่งพระพุทธเจ้าได้ทรงสอนไว้ อยู่สบายอกสบายใจ จะได้อยู่เย็นเป็นสุข นี้ขอแนะนำคณะศรัทธาญาติโยมทั้งหลาย หื้อได้ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติไปตามสมควร ตามสติกำลังของเฮาไป ที่ปฏิบัติได้ พระพุทธเจ้าท่านบ่อได้บังคับ เฮา เวลานั่งสมาธิพระพุทธเจ้าท่านบ่ว่าหื้อนั่งเมินๆ เปิ้นก็บ่ได้สั่งไว้ ตามอุตสาหะของเฮาได้นักได้น้อย ทำไปทุกวัน ทำมาฮอมกันไว้ก็ได้นักขึ้น แล้วก็นักขึ้น อันนี้เป็นธรรมที่แนะนำตักเตือนศรัทธาญาติโยมทั้งหลาย หื้อได้ตั้งอกตั้งใจ ปฏิบัติธรรมต่อไป มีเพียงเท่าอี๊

เพื่อให้คงอรรถรสในคำเทศนาของหลวงปู่ครูบาอินที่ท่านได้เมตตา ตั้งใจจะให้บรรดาศิษย์ได้รับทราบคำสอนของท่าน ผู้ถอดเทปจึงได้ตั้งใจคงศัพท์ตามเสียงของหลวงปู่ครูบาอินทุกคำพูด และเพื่อความเข้าใจของท่านที่ไม่สันทัดในภาษาพื้นเมืองเหนือ จึงขออธิบายคำศัพท์บางศัพท์เพื่อทราบดังนี้

ฮู้ = รู้  หื้อ = ให้  เฮา = เรา หมายถึงผู้ปฏิบัติ  ซาว = ยี่สิบ  ติ๋น = ตีน (เท้า)  บ่ต้อง = ไม่ต้อง เปิ้นบ่ว่า = ท่านไม่ได้บอกว่า
เปิ้น = ท่าน  ตึงญาติโยม = ทั้งญาติโยม เปิ้นตึงสอนทั่วไป = ท่านก็ได้สอนทั่วไป ตุ๊ก = ทุกข์  ฮ้อน = ร้อน
ตังลุ่มตังบน = ทั้งข้างล่าง ข้างบน ยังใด = อย่างไร อะหยัง = อะไร เมินๆ = นานๆ ฮอม = รวบรวม นัก = มาก
เท่าอี๊ = เท่านี้

ขอขอบคุณเจ้าของบทความและเว็บครับ http://board.palungjit.com/f15/%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94-%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87-%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88-141723.html

พระแก้วมรกต และ พระบรมสารีริกธาตุที่สถิตอยู่ภายในองค์พระ



หลวงปู่สิมเล่าเรื่อง ประวัติพระแก้วมรกต
แต่ว่าเดี๋ยวนี้เราก็จะเห็นแต่พระพุทธรูป หรือรูปวาดเขียนต่างๆ ที่คนเราเขียนไว้หล่อไว้ ที่สำคัญเมืองไทยเราก็เรียกว่า “พระแก้วมรกต” อยู่ที่พระราชวังหลวงโน่น พวกที่เคยมาที่นี่อาจเคยไปไหว้ไปกราบแต่ว่าที่ท่านจัดไว้นั้นก็สูงไปหน่อย เวลาตาคนเรามองไปถึงพระแก้วนั้นมันเห็นน้อยไปนิดเดียว แต่ไม่ใช่แก้วเขียวเหมือนเมืองไทย เป็นแก้วมรกต แก้วมรกตก็คือว่าในประเทศอินเดียในภูเขาหิมาลัยลูกใดลูกหนึ่งนั้นแหละ เขาลูกนั้นเป็นหิน เป็นหินแก้วมรกต เมื่อเป็นหินแก้วมรกต เวลาหินในเขาลูกนั้นกลั่นมาเป็นน้ำแก้ว ก็เป็นแก้วมรกต สีเขียว มีฤทธิ์มีอำนาจ พระเจ้าแผ่นดินหลายชั่วพระเจ้าแผ่นดินในอินเดียนั้นก็ไปได้ลูกแก้วลูกนี้มา แต่ยังไม่ได้แกะสลักเป็นพระพุทธรูปเหมือนเราเห็นทุกวันนี้ เป็นแก้วหรือที่ประเทศไทย เราเห็นโป่งข่ามนั้น มันเป็นหกเหลี่ยมบ้าง สี่เหลี่ยมบ้าง แหลมปลายเสีย มันหยดออกมาจากภูเขา
เมื่อเป็นสมบัติพระเจ้าแผ่นดินในอินเดียมานานจนนับประมาณไม่ได้ พอดีมีพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่งอุบัติบังเกิดขึ้น แล้วก็มาได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินเป็นใหญ่ในแผ่นดินอินเดีย ให้ชื่อว่าเป็น พระยามิลินท์เป็นคนปฏิภาณโวหารดี สมัยนั้นยังพระอรหันต์เยอะแยะ แต่ว่าท่านพระอรหันต์เหล่านั้นก็ไม่กล้าทัดทานวาทะของพระยามิลินท์ พระยามิลินท์เวลานั้นยังไม่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ไปไหนมาไหนแกก็ปฏิภาณครอบโลกไปอย่างนั้นแหละ ใครกลัวเพราะคนมีอำนาจ พระอรหันต์เถระสมัยนั้น จึงมาจินตนาการว่า จะทำอย่างไรกับพระยามิลินท์นี้ให้เลื่อมใสในพุทธศาสนา แต่ว่าพวกเราที่เกิดปฏิบัติอยู่นี้ไม่มีใครทัดทานแกได้ คนแบบนี้คงมีอาจารย์ของแกว่าอย่างนั้น ข้อสันนิษฐานของพระเถระในเวลานั้น เมื่อลงสันนิษฐานของพระเถระในเวลานั้น เมื่อลงสันนิษฐานอย่างนั้นแล้วก็ ถ้ามีอาจารย์ของท่านพระเจ้าแผ่นดินองค์นี้ก็มาสอน ที่เคยเป็นอาจารย์จึงจะฟังว่าอย่างนั้น พวกเราสมัยนี้สอนมันไม่ฟัง
พระเถระก็เข้าฌานดูว่าเทวดา หรือมนุษย์คนไหน ที่เคยเป็นครูอาจารย์ของพระยามิลินท์นี้ เมื่อพระเถระท่านให้พระที่มีฌานเหาะเหินเดินอากาศไปทั่วมนุสสโลก เทวโลก พรหมโลก ก็ไปเห็นอยู่ในเทวโลก เมื่อสอบถามดูก็เคยเป็นอาจารย์เป็นครูสอนของแกว่าอย่างนั้น “เออ ! อย่างนั้น มันก็ขอ (นิ) มนต์ ขอเชิญเทวดาเจ้าจุติไปเกิดในโลกมนุษย์แล้ว จะได้ช่วยกิจการพระศาสนา” ว่าอย่างนั้น พระอาจารย์ของพระยามิลินท์ที่เป็นเทวดาอยู่ท่านก็รู้ รับรองว่าจะลงมาจุติปฏิสนธิในโลกมนุษย์นี้ให้ตามต้องการของพระอรหันตขีณาสพ จะได้ช่วยกิจการพระศาสนา ว่าอย่างนั้น ก็เลยแนะนำว่า “ถ้าไปเกิดก็ให้ไปเกิดในตระกูลนั้นตระกูลที่ได้รับจะได้รับรอง พระสงฆ์ก็จะได้เตรียมการรับรองมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย” ว่าอย่างนั้น ก็เป็นอันว่าตกลงกันดีแล้ว ก็ลงมา
วันนั้น เทวดาตนนั้นก็ลงมาเกิดที่ว่านั้นแหละ เกิดแล้วก็พระสงฆ์องค์เจ้าก็ไปบิณฑบาตบ้านญาติโยมไว้ให้มันพร้อมมูลทุกอย่าง เตรียมการต้อนรับไว้จนกระทั่งเด็กทารกนั้น เจริญวัยใหญ่โตขึ้นมา พอจะบวชเป็นสามเณรได้ ก็ขอจากญาติโยมมาบวชเป็นสามเณรเรียนธรรมะคำสอน ประพฤติปฏิบัติ ก็เป็นอันว่าตกลงทั้งญาติโยมพ่อแม่ของ “พระนาคเสน” ชื่อ “นาคเสน” ว่าอย่างนั้นพอใหญ่ขึ้นมาอายุครบ 20 อุปสมบทให้เป็นพระ ส่วนการภาวนาก็เรียกว่าได้สำเร็จเป็นขั้นๆ มาจนถึงเป็นพระอรหันตขีณาสพจบพรหมจรรย์ เรียนพระไตรปิฎก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ จบเรียบร้อย พร้อมด้วยการละกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ให้หมดสิ้นไป แล้วจึงได้ไปโต้วาทีกับพระยามิลินท์เพราะเป็นอาจารย์เก่า
ตามข่าวคราวว่าโต้เถียงกันมาตลอด พระนาคเสนก็มีหน้าที่แสดงธรรม พระยามิลินท์ก็โต้ไป ไม่ยอม พอหนักเข้าๆ ก็มาถึงปัญหาข้อหนึ่ง พระนาคเสนท่านก็ตอบแบบเล่นๆ ล่ะ บอกว่า “โยม มหาบพิตร มีน้ำก็มีปลา มีนาก็มีข้าว” ว่าอย่างนั้น “มีอย่างหนึ่งก็ต้องมีอย่างหนึ่ง” ทีนี้พอว่าถึง มีน้ำปลา มีนามีข้าว ก็จับจุดเอาตรงที่ว่ามีน้ำมีปลา ก็เรียกลูกน้องมา พระเจ้าแผ่นดินสั่งลูกน้องว่า “ให้ไปขึ้นมะพร้าวมา มาผ่าดู ว่ามีปลาจริงไหม” นั่นสู้กันด้วยเรื่องเล็กน้อย แขกอินเดียมันมีปัญญาสมัยนั้น ทีนี้ด้วยพระวาจาของพระอรหันต์มันเกิดมีปลาขึ้นมาบัดนี้ มะพร้าวลูกโตๆ มาผ่า มีปลาอยู่ในนั้น จึงยอม ยอมนับถือ จึงยอมนับถือศาสนาพุทธ ยอมเป็นลูกของพระนาคเสน
เมื่อนับถือศาสนาพุทธ ยอมเป็นลูกศิษย์พระนาคเสนแล้ว พระนาคเสนหรือพระอรหันต์ในสมัยนั้น ท่านก็รู้ว่ามีแก้วมรกตลูกหนึ่ง ที่พระแก้วมรกตเมืองไทยเรานี่แหละ “ว่าขอบิณฑบาตแก้วมรกตที่เป็นมูลสังฆญาตินั้น จะได้ไหมมหาบพิตร” ก็ถามไป ท่านก็คงตอบว่า พระเจ้าแผ่นดินน่ะ คงจะถามว่า “จะเอาไปทำไม” ถ้าภาษาไทยเราก็เรียกว่า เอาไปทำไม พระนาคเสนก็ตอบว่า “คือแก้วนี้เป็นแก้วมีฤทธิ์มีอำนาจ จะนำแก้วไปแกะสลักเป็นพระพุทธรูป พระศาสนาจะได้เจริญรุ่งเรืองต่อไป” ว่าอย่างนั้น “เอาถ้าอย่างนั้นก็จะเอามาถวาย” เมื่อได้ฤกษ์ งามยามดีก็เอามาถวายพระนาคเสน พระนาคเสนก็รับเอาแก้วลูกนี้ พอข่าวคราวว่า พระยามิลินท์ศาสดาหัวแหลม สู้พระนาคเสนไม่ได้ จึงยอมถวายลูกแก้วมรกตว่าอย่างนั้น
ทีนี้ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีนักแกะอยู่ ตาวติงสาท่านมีนักแกะที่ดีลงมาขอจากพระนาคเสนรับเอาไปแกะจะแกะเป็นอย่างดีจะไม่ให้แตกไม่ให้ทำลาย พระนาคเสนก็มอบให้ แกะเสร็จเรียบร้อยก็เอามาถวายพระนาคเสน พระนาคเสนก็ฉลองสมโภช ทุกสิ่งทุกอย่างตามธรรมเนียมแขกอินเดียในสมัยนั้น ในพระแก้วมรกตมีอำนาจคือว่าแก้วนั้นก็มีอำนาจ แล้วก็แกะเป็นพระพุทธรูปก็เพิ่มขึ้นไปอีก ทีนี้พระนาคเสนก็อธิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าเข้าไว้ในองค์พระแก้วนั้น ก็เพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมากมาย
เมื่อล่วงเลยจากนั้นแล้ว ก่อนที่พระแก้วมรกตจะได้เสด็จมาประเทศไทยเราน่ะ มีแขก แขกทางทะเลทรายโน่น เป็นศาสนาอิสลามยกกองทัพมารบอินเดีย ให้เข้าศาสนาอิสลาม แต่ว่าคนแขกสมัยนั้นใจไม่ค่อยสู้เลยยอมให้อิสลามนั้นทำลายสถานที่ จนกระทั่งเผาวัดเผาวา ฆ่าใครไม่นับถือ คือศาสนาอิสลามนี้ สมัยนั้นไม่เลื่อมใสศาสนาพุทธ ค้านทุกอย่าง แล้วยังไม่พอ ถ้ามีพระวัดมีวาที่ไหน ก็ทุบต่อยตี หลวงปู่ได้ไปตั้ง ๒ ครั้งแล้ว พระพุทธรูปต่างๆ นั้นเขาทุบหมด ที่ไหนไปแกะสลักไว้ในภูเขา ในถ้ำ มันก็เอาค้อนเหล็กไปตีจนหน้าตาเสีย ไปตรงไหนที่มันบางๆ อย่างว่าพระกรรณหูนี้ ก็ไม่เหลือล่ะทุบเอาทั้งนั้นล่ะ
พระยามิลินท์มาแล้ว ก็ไม่มีใครต่อสู้ ญาติโยมที่เหลืออยู่ พระสงฆ์สามเณรก็ตกลงมติว่า ท่านคงเข้าฌานดูว่า “ในโลกเราต่อไป ประเทศไหนคนพวกใดจะรักษาพระพุทธศาสนา ท่านก็รู้ทีเดียวว่าเมืองไทย ไม่ใช่เป็นเมืองไทยละ (สมัยนั้น) เขาเรียกว่า “ปัจจันตประเทศ” เป็นประเทศที่เรียกว่ายังไม่เจริญ ไม่เหมือนอินเดียว่าอย่างนั้น เมื่อรู้อย่างนั้นก็เลยเอาลงเรือแบบเรือใบน่ะ จากอินเดีย เกาะลังกานั้นแหละวนรอบมาขึ้นเขมรแล้วก็ขึ้นมาเมืองไทย จนไปหลายที่ เชียงแสน เชียงราย เชียงใหม่ก็มาอยู่หลังจากนั้นก็เวียงจันทน์ พระแก้วมรกตก็ไปเวียงจันทน์กับพระบาง พระทองคำที่อยู่หลวงพระบาง
รัชกาลที่ ๑ กรุงเทพมหานครเรานี่แหละ สมัยนั้นยังเป็นแม่ทัพใหญ่อยู่ไปรบทางภาคเหนือทางเวียงจันทน์ ได้ชัยชนะก็เอาพระแก้วมรกตมาไว้ที่เราท่านทั้งหลายเห็นอยู่ที่วัดพระแก้วนี้ ดังนั้น แก้วดวงนี้แก้วองค์นี้จึงเป็นของศักดิ์สิทธิ์ผู้ใดเกิดใหม่ใหญ่ทีหลังยังไม่ได้ไปกราบ ไปไหว้ ก็ให้ไปไหว้ มันเป็นพระพุทธรูป ไปไหว้เมื่อใดวันใดก็ได้ ตามข่าวว่าวันพระท่านก็เปิด ให้ไหว้ได้วันเสาร์ วันอาทิตย์หรือวันใดก็ไหว้ได้ เป็นพระแก้วมรกตโบร่ำโบราณ
ส่วนว่าพระยามิลินท์ และพระนาคเสนก็สู้ความแก่ชราไม่ได้ แก่เฒ่ามาก็ฟันหลุด ผมหงอก พระนาคเสนก็ดับขันธ์เข้าสู่นฤพานไป แต่ตามตำนานของหลวงปู่มั่น ที่รูปของท่านอยู่ข้างหลังหลวงปู่นี้ หลวงปู่มั่นนี้ท่านก็มีความรู้พิเศษทางนี้แหละ ว่าพระนาคเสนท่านก็อยู่โน้นแหละ อินเดีย แต่ว่าตอนแก่ชรามาเห็นว่าไปไม่รอดแล้ว ท่านก็เสด็จมาไว้สรีระปัจจันตประเทศ ประเทศไทยเรานี่แหละ ที่สมัยนั้นเขาเรียกว่า แต่ก่อน ดงพญาไฟ หรือเขาใหญ่ เดี๋ยวนี้เขาใหญ่ก็สงวนไว้ ป่ายังใหญ่อยู่ มีช้าง มีวัว กระทิง มีพันธุ์สัตว์ต่างๆ ยังเยอะ ช้างก็ยังเยอะอยู่ มานิพพานที่เขาใหญ่ แต่ถ้ำใดก็จำไม่ได้ แต่หลวงปู่มั่นท่านรู้ท่านเล่าให้ฟัง
ส่วนพระยามิลินท์ นักโต้วาที เมื่อแก่ชรามาก็โต้แก่ชราก็ไม่ได้ อวดดีกับพญามัจจุราชไม่ไหว พอเห็นท่าว่าไม่ไหวก็เลยลาราชการมาบวช พระยามิลินท์ปฏิภาณดีก็บวช บวชแล้วก็ภาวนาได้สำเร็จเป็นพระอรหันตขีณาสพแก่เฒ่าชรากาลเสด็จมานิพพานที่เมืองไทย ประเทศไทยเราที่ (วัด) ลำปางหลวง นครลำปาง เดี๋ยวนี้อยู่ในเขตอำเภอเกาะคา ผู้ใดไปแล้วก็ไปไหว้ได้ เป็นที่พระยามิลินท์มานิพพานที่นั้น แล้ววัดลำปางหลวงนั้นเวลานี้ก็มีพระแก้วเหมือนกันแต่เป็นแก้วเปรียวไม้ไผ่ ไม่ถึงกับเป็นแก้วมรกตเหมือนอยู่ที่พระราชวังเมืองไทยเรานี้ นั่นแหละ พระพุทธรูปท่านก็ดี ท่านไม่โกรธให้ใคร ท่านไม่โลภอยากได้ของใคร แม้จะเป็นพระแก้วมรกตท่านก็ไม่ดุดันเหมือนคนเรา ท่านก็นั่งภาวนาของท่าน ท่านไม่มีไปซื้อหวยล๊อตเตอรี่เพื่อให้ร่ำให้รวยเหมือนคนเราหรอก นั่งภาวนาลูกเดียว
“พุทโธ-พุทโธ” ฉะนั้น ผู้ใดได้ไปเห็นก็ให้พากันไหว้ท่านพระแก้วมรกตน่ะ ก็ทำใจของเราทุกคนให้ใสเป็นแก้วมรกต
หมายเหตุ, "พุทธวงศ์"เคยตามหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโรไปในการพระราชพิธีพุทธาภิเษก พระพุทธสุริโยทัยสิริกิติทีฆายุมงคล  60 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดารามเมื่อปีพ.ศ. 2534 โดยหลวงปู่สิมได้รับอาราธนานิมนต์นั่งเป็นประธานปรก(หน้าตู้เทียนชัยหันเข้าหาองค์พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร)เป็นองค์ที่ 2 ต่อจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร  อันเป็นเกียรติยศอันใหญ่ยิ่ง
ในครั้งนั้น "พุทธวงศ์"ได้ตามไปนั่งประกบอุปัฏฐากหลวงปู่สิมตามที่ผู้ใหญ่ได้มอบหมายมาโดยตลอดแม้ขณะนั่งประธานปรกต่อหน้าองค์พระแก้วมรกตที่หลวงปู่สิมเคยบอกกับ"พุทธวงศ์"เอาไว้ว่า"ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด"และ"เทวดาที่วัดพระแก้วมีเป็นหมื่น" จึงมีโอกาสได้พบได้เห็นพ่อแม่ครูอาจารย์องค์สำคัญและสิ่งต่างๆที่น่าประทับใจมากมาย ซึ่งหามีโอกาสอันเหมาะสม จะได้นำมาเล่าสู่กันฟังสืบต่อไปทีเดียว...



ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บ http://www.gmwebsite.com/webboard/Topic.asp?TopicID=Topic-101112082953904&PageNo=2&Other=#LoopStart
และ http://board.palungjit.com/archive/t-111570.html และเจ้าของภาพครับ